top of page

จากสีทาบ้าน สู่ Creative Material เพื่อศิลปะ เมื่อวัสดุสร้างสรรค์ไม่ได้มีดีแค่ความสวยงาม แต่ต้องคิดถึงคนที่ใช้สีด้วย

3 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ยาว 2 นาที

เมื่อพูดถึงการสร้างงานศิลปะ หลายคนอาจนึกถึงสีน้ำมัน สีอะคริลิก หรือสีน้ำ ซึ่งเป็นวัสดุที่ศิลปินใช้กันมาอย่างยาวนาน แต่รู้หรือไม่ว่า เบื้องหลังสีสันของผลงานศิลปะในอดีตยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจ นั่นคือสารเคมีที่อยู่ในเม็ดสีและวัสดุต่าง ๆ เพราะในยุคที่ความรู้เรื่องความปลอดภัยของสารเคมียังไม่ก้าวหน้าเท่าปัจจุบัน ศิลปินจำนวนมากต้องทำงานกับวัสดุที่อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพโดยไม่รู้ตัว ไม่ว่าจะเป็นเม็ดสีที่มีส่วนประกอบของโลหะหนัก หรือสารทำละลายที่ใช้ในการผสมสีและทำความสะอาดอุปกรณ์ สิ่งเหล่านี้ทำให้เราเห็นว่า ประวัติศาสตร์ของสีไม่ได้มีเพียงเรื่องความงามและความคิดสร้างสรรค์ แต่ยังเกี่ยวข้องกับสุขภาพและสภาพแวดล้อมในการทำงานของศิลปินด้วย

.

หากย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ศิลปะ เม็ดสีบางชนิดที่เคยได้รับความนิยมกลับมีส่วนประกอบที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย เช่น Lead White หรือสีขาวตะกั่ว ซึ่งถูกใช้ในงานจิตรกรรมมาเป็นเวลาหลายศตวรรษ เนื่องจากมีคุณสมบัติในการปกปิดพื้นผิวและให้เนื้อสีที่เหมาะกับการทำงาน รวมถึงเม็ดสีบางประเภทที่มีสารประกอบของแคดเมียมและโครเมียม นอกจากนี้ การทำงานกับสีน้ำมันยังอาจเกี่ยวข้องกับสารทำละลายอย่างน้ำมันสน (Turpentine) ซึ่งการสัมผัสหรือสูดดมในปริมาณที่ไม่เหมาะสมอาจส่งผลต่อสุขภาพได้ ความเสี่ยงจึงไม่ได้เกิดจากการใช้สีเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับชนิดของสารเคมี วิธีใช้งาน และการระบายอากาศภายในพื้นที่สร้างงานด้วย

.

การพัฒนาของอุตสาหกรรมสีจึงไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการสร้างเฉดสีใหม่หรือปรับปรุงคุณภาพของเนื้อสีเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับการลดการสัมผัสสารเคมีที่อาจเป็นอันตรายมากขึ้น โดยเฉพาะสารอินทรีย์ระเหยง่าย (Volatile Organic Compounds: VOCs) ซึ่งสามารถระเหยออกจากผลิตภัณฑ์บางประเภทเข้าสู่อากาศระหว่างการใช้งานและหลังใช้งานได้ สารกลุ่มนี้มีหลายชนิดและมีผลต่อสุขภาพแตกต่างกันไป การพัฒนาสีที่มีปริมาณ VOCs ต่ำจึงเป็นอีกหนึ่งแนวทางในการลดแหล่งกำเนิดมลพิษภายในอาคาร และทำให้การเลือกใช้วัสดุไม่ได้พิจารณาเพียงผลลัพธ์ที่มองเห็น แต่รวมถึงผลกระทบต่อคนที่ต้องอยู่และทำงานในพื้นที่นั้นด้วย

.

แนวคิดดังกล่าวสามารถเชื่อมโยงกับการสร้างงานศิลปะในปัจจุบันได้อย่างน่าสนใจ เพราะศิลปินไม่ได้จำกัดตัวเองอยู่กับสีที่ผลิตขึ้นสำหรับงานจิตรกรรมโดยเฉพาะอีกต่อไป แต่ยังทดลองนำวัสดุจากอุตสาหกรรมอื่น ๆ เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสร้างสรรค์ รวมถึงสีทาบ้านและสีสำหรับอาคาร ซึ่งมีคุณสมบัติด้านเนื้อสี ความหนืด การปกคลุมพื้นผิว และระดับความเงาที่แตกต่างกันตามประเภทผลิตภัณฑ์ วัสดุเหล่านี้จึงเปิดโอกาสให้ศิลปินทดลองสร้างพื้นผิวและลักษณะผลงานที่หลากหลาย อย่างไรก็ตาม การนำสีทาบ้านมาใช้สร้างงานศิลปะยังจำเป็นต้องพิจารณาความเหมาะสมของวัสดุ เพราะสีแต่ละประเภทไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับเทคนิคและอายุการเก็บรักษาผลงานในลักษณะเดียวกัน

.

หนึ่งในตัวอย่างร่วมสมัยของการขยายบทบาทสีจากวัสดุตกแต่งพื้นที่สู่การสร้างสรรค์ คือ Living Resonance: “สี” ที่ก้องกังวานไปพร้อมกับชีวิต นิทรรศการศิลปะจาก Nippon Paint แบรนด์สีคุณภาพระดับสากลจากประเทศญี่ปุ่น ที่คิดเพื่อคุณ ภายในงาน Art Bangkok 2026 ที่นำแนวคิดเรื่องสีมาถ่ายทอดผ่านพื้นที่จำลองบ้านของศิลปิน เพื่อชวนทุกคนทบทวนคุณค่าของชีวิตผ่านการก้าวข้ามพรมแดนระหว่างศิลปะกับการใช้ชีวิตจริง (Art & Daily Living) ในพื้นที่จัดวางเชิงจินตนาการแบบ Surreal & Playful Contemporary Installation ที่นำสิ่งของคุ้นเคยมาตีความใหม่ ให้กลายเป็นงานศิลปะจัดวางซึ่งเต็มไปด้วยชีวิต โดยไม่ได้มองสีเป็นเพียงองค์ประกอบที่ทำให้บ้านสวยงาม แต่ยังเชื่อมโยงไปถึงกระบวนการสร้างงานศิลปะ สภาพแวดล้อม และคุณภาพชีวิตของศิลปินและผู้คนที่ใช้พื้นที่นั้นจริง ๆ

.

อีกหนึ่งมิติของการขยายบทบาทสีสู่ Creative Material เริ่มตั้งแต่บริเวณ Welcoming Zone ที่เลือกใช้สีสร้างลาย Texture เพื่อเปลี่ยนพื้นผิวผนังให้มี Character ใกล้สมจริงดั่งธรรมชาติ ผ่านกลุ่มสี Stone Collection อย่าง Royal Stone ที่ให้มิติแบบหินแกรนิตในเฉดร่วมสมัย ทั้งน้ำตาลอ่อน เทาเย็น และเอิร์ธโทน ร่วมกับ Classic Ties สร้างลายหินทรายละเอียดในโทนครีมเบจและสีอิฐอบอุ่น ทำให้ “สี” ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงสร้างเฉด แต่สามารถสร้างลาย พื้นผิว และประสบการณ์ทางวัสดุให้กับพื้นที่ได้ด้วย

.

ขณะเดียวกัน การเลือกเฉดสีภายในนิทรรศการยังเชื่อมโยงเฉดสีประจำปีของ Nippon Paint กับ Trend Beyond Colours 2026–2027 ภายใต้ธีม “RESONATE” โดยแต่ละพื้นที่ถูกออกแบบให้มี Mood ที่แตกต่างกันตามลักษณะการใช้งาน ตั้งแต่โทนสีสว่าง สีพาสเทล และเฉดแห่งแรงบันดาลใจใน Artist’s Studio โทนสีส้มอ่อน เหลืองนวล และโทนอบอุ่นใน Dining Room ไปจนถึงโทนเย็นอย่างเขียวธรรมชาติ ฟ้าอ่อน และเทาละมุนใน Living Room เพื่อให้เห็นว่าสีไม่ได้มีบทบาทเพียงสร้างความสวยงาม แต่ยังสามารถกำหนดอารมณ์ บรรยากาศ และประสบการณ์ของคนในแต่ละพื้นที่ได้ด้วย

.

ภายในนิทรรศการ พื้นที่ Artist’s Studio กลายเป็นจุดเชื่อมโยงสำคัญระหว่างสีและงานศิลปะ ผ่านการสร้างผลงานของ Pplaksana ศิลปินรุ่นใหม่ที่นำสีและวัสดุมาทดลองสร้างสรรค์ผลงานภายในพื้นที่จริง ทำให้ผู้ชมได้เห็นว่าสีสามารถมีบทบาทมากกว่าการเป็นฉากหลังของงานศิลปะ แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของการทดลองด้านพื้นผิว มิติ และกระบวนการทำงานของศิลปิน สิ่งที่น่าสนใจคือพื้นที่แห่งนี้ไม่ได้ให้ความสำคัญเฉพาะผลงานที่กำลังถูกสร้างขึ้น แต่ยังชวนมองไปถึงสภาพแวดล้อมที่ศิลปินต้องใช้เวลาอยู่ด้วย เพราะสำหรับคนที่ทำงานกับสีเป็นประจำ การเลือกวัสดุและคุณภาพของพื้นที่สร้างงานก็เป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม

.

นี่จึงเป็นจุด ที่ Nippon Paint AirCare เสีนวัตกรรมทาภายในเพื่อสุขภาพ เข้ามามีบทบาท โดย AirCare เป็นสีน้ำอะคริลิกสำหรับทาภายในที่พัฒนาขึ้นโดยให้ความสำคัญกับทั้งความสวยงามและคุณภาพอากาศภายในอาคาร ไร้สารระเหย ไร้กลิ่นฉุน เพราะหนึ่งในคุณสมบัติสำคัญคือ Zero VOCs ซึ่งเป็นแนวทางในการลดสารอินทรีย์ระเหยง่ายจากผลิตภัณฑ์สี พร้อมการรับรอง GREENGUARD GOLD จากสถาบัน UL สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ให้ความสำคัญกับการปล่อยสารระเหยจากผลิตภัณฑ์ที่ใช้ภายในอาคาร สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงการพัฒนาสีที่ไม่ได้หยุดอยู่แค่การเลือกเฉดสีหรือความสวยงามของพื้นผิว แต่ยังคำนึงถึงสภาพแวดล้อมของคนที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับสีในระยะยาว

.

นอกจากนี้ AirCare ยังมาพร้อมนวัตกรรม Air Fresh ที่ใช้เทคโนโลยี Active Carbon ช่วยดูดซับสารฟอร์มาลดีไฮด์ (Formaldehyde) ซึ่งเป็นสารที่อาจพบได้จากวัสดุและผลิตภัณฑ์บางประเภทภายในอาคาร โดยฟอร์มาลดีไฮด์เป็นหนึ่งในสารที่อาจก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อดวงตาและระบบทางเดินหายใจเมื่อได้รับสัมผัสในระดับที่ไม่เหมาะสม การพัฒนาสีที่มีคุณสมบัติช่วยดูดซับสารดังกล่าวจึงสะท้อนแนวคิดของ Nippon Paint ที่ต้องการให้สีมีบทบาทมากกว่าการสร้างความสวยงาม แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบพื้นที่ที่คำนึงถึงคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัยด้วย

.

อีกหนึ่งสิ่งที่น่าสนใจคือ AirCare ไม่ได้พัฒนาเฉพาะด้านคุณภาพอากาศเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับลักษณะของฟิล์มสีและการใช้งานจริง โดยภายใน Living Resonance : “สี” ที่ก้องกังวานไปพร้อมกับชีวิตนั้น ยังมีการนำสีมาใช้ในระดับความเงาของฟิล์มสีที่แตกต่างกัน ทั้ง Matte, Sheen และ Semi Gloss เพื่อสร้างบรรยากาศให้เหมาะกับแต่ละพื้นที่ ตั้งแต่ Artist’s Studio ไปจนถึง Dining Room และ Living Room ขณะที่ฟิล์มสี Satin ซึ่งเป็นหนึ่งในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ปี 2026 ยังช่วยเพิ่มทางเลือกด้านความสวยงามของพื้นผิว ให้สีไม่ได้ตอบโจทย์เพียงเรื่องการใช้งาน แต่สามารถเป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบพื้นที่ที่สะท้อนรสนิยมและความต้องการของผู้ใช้งานได้ด้วย

.

เมื่อมองย้อนกลับไปยังประวัติศาสตร์ของวัสดุศิลปะ เราจะเห็นว่าความสัมพันธ์ระหว่างศิลปินกับสีมีการเปลี่ยนแปลงมาอย่างต่อเนื่อง จากยุคที่เม็ดสีบางชนิดมีส่วนประกอบของโลหะหนักและต้องใช้สารทำละลายที่อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อสุขภาพ มาสู่ยุคที่มีทางเลือกของวัสดุและเทคโนโลยีสีมากขึ้น แม้นวัตกรรมเหล่านี้จะไม่ได้หมายความว่าวัสดุทุกชนิดสามารถใช้งานได้โดยปราศจากความเสี่ยง แต่ก็สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการพิจารณาสีในมิติที่กว้างกว่าผลลัพธ์ทางสายตา ทั้งด้านคุณสมบัติของวัสดุ ความเหมาะสมในการใช้งาน และสภาพแวดล้อมของผู้ที่ต้องอยู่กับสีนั้น

.

ท้ายที่สุดนิทรรศการครั้งนี้ จึงไม่ได้เป็นเพียงนิทรรศการที่นำสีทาบ้านมาจัดแสดงร่วมกับงานศิลปะ แต่ยังสะท้อนแนวคิดที่ว่า สีสามารถสร้างคุณค่าให้กับผู้คนได้มากกว่าความสวยงาม ตั้งแต่การเป็นวัสดุที่เปิดโอกาสให้ศิลปินทดลองความคิดสร้างสรรค์ ไปจนถึงการเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่ที่คำนึงถึงคุณภาพชีวิต เพราะสิ่งที่สำคัญไม่ได้มีเพียงว่า “สีสามารถสร้างอะไรได้บ้าง” แต่ยังรวมถึง “สีถูกคิดและพัฒนาขึ้นเพื่อใคร” ซึ่งเป็นหัวใจของแนวคิด Living Resonance: “สี” ที่ก้องกังวานไปพร้อมกับชีวิต และการเดินทางจาก Paint to Creative Material, From Innovation to Better Living

.

Living Resonance: “สี” ที่ก้องกังวานไปพร้อมกับชีวิต

โดย Nippon Paint สีญี่ปุ่น ที่คิดเพื่อคุณ

Art Bangkok 2026

7–11 October 2026 | Siam Paragon



ความคิดเห็น


Art-Tank-Media-Logo
© 2022 Art Tank Group Co., Ltd. All Rights Reserved.
  • Facebook
  • Instagram
  • Twitter
  • Youtube
  • TikTok

Fear of missing out?
Subscribe!

bottom of page