คนแปลกหน้า ความทรงจำ และภาพวาดของ “พิแน”พูดคุยกับศิลปินที่เปลี่ยนบรรยากาศระหว่างทางให้กลายเป็นภาพวาด
- Petch

- 7 ชั่วโมงที่ผ่านมา
- ยาว 2 นาที

“เราไม่ค่อยชอบวาดตัวเองลงไปในภาพ แต่อยากเล่าบรรยากาศมากกว่า”
ประโยคนี้อาจอธิบายตัวตนของ “พิแน” ได้ดีที่สุด
เพราะตลอดเวลาที่เรานั่งคุยกับ แพร–ณิชาพร จิรพงศานานุรักษ์ หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ “พิแน” ศิลปินนักวาด นักเขียน และเจ้าของลายเส้นอบอุ่นปนเหงา เราพบว่าเธอแทบไม่เคยพยายามทำให้งานศิลปะพูดเสียงดังเลย
ตรงกันข้าม งานของพิแนกลับค่อย ๆ พาคนดูเดินเข้าไปอยู่ในบรรยากาศบางอย่าง ผ่านรายละเอียดเล็ก ๆ ผู้คนแปลกหน้า เมืองเงียบ ๆ หรือช่วงเวลาธรรมดาที่หลายคนอาจมองข้ามไปแล้ว
หลังจากนิทรรศการเดี่ยวครั้งแรก Dear My Old Friends ผ่านมาเกือบ 2 ปี วันนี้พิแนยังคงอยู่ระหว่างการค้นหาตัวเอง ผ่านการเดินทาง การทดลอง และการเฝ้ามองโลกในฐานะ “คนนอก” ที่ชอบสังเกตผู้คนมากกว่าพูดถึงตัวเอง
เราเลยชวนเธอมานั่งคุย ตั้งแต่เรื่องนิทรรศการแรก หนังสือ สิ่งพิมพ์ การเดินทาง ไปจนถึงผลงาน 3 ชิ้นที่กำลังจัดแสดงอยู่ ณ บ้านพิพิธภัณฑ์ คุณาวงศ์
การเติบโตหลังนิทรรศการแรก
“ถ้าถามว่าเติบโตขึ้นไหม เราว่า เติบโตขึ้นนะ ทั้งในฐานะของคนคนนึง แล้วก็ในฐานะศิลปินเลย
เหมือนเป็นคล้าย ๆ กับการทดลองทำนิทรรศการเดี่ยวครั้งแรก ที่ให้คนเข้ามาในเรื่องราวของเรา”
สำหรับคนที่เคยเห็น Dear My Old Friends คงจำได้ว่านิทรรศการนั้นเต็มไปด้วยผ้าม่าน หนังสือนิทาน เซรามิก ตุ๊กตา และเศษเสี้ยวของการเติบโตที่ถูกเล่าออกมาอย่างจริงใจ ซึ่งทั้งหมดนั้น เธอบอกว่าไม่ได้เริ่มจากคำว่า “ต้องสวย” หรือ “ต้องขายได้”
แต่เริ่มจากคำว่า “อะไรที่มันสามารถถ่ายทอดออกมาได้ดีที่สุด”
“ตอนนั้นเราทดลองหลาย ๆ เทคนิคค่ะ เพื่อค้นหาว่าตัวเองอยากจะเล่าเรื่องนี้ในมุมมองแบบไหนที่มันเหมาะสมที่สุด”
“แต่ละเรื่องมันไม่ควรถูกเล่าผ่านวิธีเดียว”
พอคุยกันไปเรื่อย ๆ เราเริ่มสงสัยว่า จริง ๆ แล้ววันนี้พิแนมองตัวเองเป็นอะไรกันแน่
นักวาดภาพประกอบ?
นักเขียน?
หรือศิลปินที่กำลังทดลองอะไรบางอย่างอยู่ตลอดเวลา
เพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมา เธอทำทั้งหนังสือ ภาพวาด งานจัดวาง ไปจนถึงเซรามิก โดยแทบไม่เคยหยุดอยู่กับ Medium เดียวเลย
“เป็นคำถามที่ยากเหมือนกัน เพราะตอนนี้เหมือนทุกการทำมันคือการค้นหาอะไรบางอย่างอยู่แหละ”
เธอหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะพูดต่อ
“เราไม่ได้อยากจะวาดภาพประกอบเพียงอย่างเดียว
แต่มันคือการค้นหาว่าเราอยากจะเล่าเรื่องแบบไหนที่มันเข้ากับ Context นั้นสุด”
ตลอดบทสนทนา เธอแทบไม่เคยนิยามตัวเองด้วยคำว่า Illustrator, Painter หรือ Writer แบบชัดเจนเลย สำหรับเธอ Medium เป็นแค่ “วิธีเล่า”
บางเรื่องอาจต้องกลายเป็นหนังสือ
บางเรื่องอาจเหมาะกับ Painting
บางเรื่องอาจต้องอยู่ใน Exhibition Space ขนาดใหญ่ที่คนดูเดินเข้าไปอยู่ข้างในได้จริง ๆ
“แต่ละเรื่องมันไม่ควรถูกเล่าผ่านวิธีเดียว มันผ่านหลายวิธีได้ ที่มันเข้ากับบริบทของงานนั้น”
จากเรื่อง “ตุ๊กตา” สู่การออกเดินทาง
พอคุยกันต่อว่า หลังจาก Dear My Old Friends ผ่านไป วันนี้อะไรคือสิ่งที่เปลี่ยนไปที่สุดในการทำงานของพิแน ศิลปินตอบกลับมาแทบจะทันทีว่า มันอาจเป็น “วิธีมองโลก” ที่เปลี่ยนไปจากเดิม
“พอมันเล่าผ่านเรื่องนั้นเสร็จ เรารู้สึกว่ามันก็เป็นสิ่งที่เราเล่าเสร็จแล้ว แล้วมันส่งต่อเป็นหนังสือให้คนอ่านต่อได้
แล้วตัวเราเองก็ไม่ได้กลับไปเรื่องเดิม เรื่องตุ๊กตาแล้ว แต่กลับไปเดินทาง ไป Residency แล้วก็ออกไปเจอโลกใหม่ ๆ”
สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ จากเดิมที่เธอเล่า “ตัวเอง” เป็นหลัก วันนี้เธอเริ่มสนใจ “ผู้คน” และ “สภาพแวดล้อม” มากขึ้น
“หลัง ๆ รู้สึกอยากออกเดินทางเพื่อเล่าเรื่อง แทนที่จะมาเล่าเรื่องตัวเอง แต่เหมือนเล่าเรื่องคนอื่น แล้วมันก็กลับมาสะท้อนตัวเองด้วย”
“เวลาไปอยู่ที่ใหม่ เราจะเห็นอะไรที่คนพื้นที่มองข้ามไปแล้ว”
พอคุยกันเรื่องการเดินทางต่อ เราเลยถามพิแนว่า การออกไปอยู่ต่างเมือง ต่างประเทศ หรือ Residency ต่าง ๆ มันเปลี่ยนวิธีมองโลกและการทำงานของเธอไหม
“ตอนเราไปอยู่ที่ใหม่ เราจะเห็นอะไรที่มันเปลี่ยนไป เหมือนเห็นโลกมากขึ้น
แล้วบางทีเราจะไปเห็นมุมมองที่คนพื้นที่ไม่เห็น ในฐานะ Outsider”
เธอเล่าว่า ชอบเมืองเล็ก ๆ มากกว่าเมืองท่องเที่ยวใหญ่ ๆ เมืองที่มีผู้คน มีวัฒนธรรม มีคนรุ่นเก่า รุ่นใหม่อยู่ร่วมกัน และสามารถเข้าไป “ใช้ชีวิต” กับมันได้จริง
อย่างตอนที่ไปอยู่สงขลา เธอใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการเดินดูเมือง นั่งวาดรูป และเฝ้ามองผู้คน
“ชอบเมืองที่มันเล็ก ๆ แล้วก็เราอยู่กับชุมชนได้ มีความเป็นผู้คน มีความเป็นเมือง”
ระหว่างที่คุยกัน เราพบว่าพิแนเป็นคนที่ชอบ “มอง” มากกว่าถูกมอง เธอพูดถึงการนั่งดูผู้คน การเดินทางคนเดียว หรือการเป็น Observer อยู่หลายครั้ง เหมือนสำหรับเธอแล้ว งานศิลปะอาจไม่ใช่การประกาศตัวตนเสียงดัง แต่คือการค่อย ๆ เก็บบรรยากาศของโลกเอาไว้ ผ่านสายตาของคนที่กำลังเฝ้ามองมันอยู่
จากสมุดสเก็ตช์เล็ก ๆ สู่ความฝันเรื่อง Exhibition Scale ใหญ่
พอคุยกันเรื่องสิ่งที่ยังอยากทดลองต่อ เราเลยถามพิแนว่า วันนี้ยังมีอะไรที่เธออยากทำ แต่ยังไม่เคยได้ลองอีกไหม
“ตอนนี้เริ่มสนใจในการทำ Scale ที่มันใหญ่กว่าตัวเองมาก ๆ เพื่อให้คนดูรู้สึก Impact กับมันมากขึ้น”
จากคนที่เริ่มต้นด้วยการวาดรูปลงในสมุดเล็ก ๆ วันนี้พิแนเริ่มสนใจการทำงานใน Scale ที่ใหญ่ขึ้น
“อยากทำ Exhibition ที่คนดูเดินเข้าไปอยู่ในนั้นได้ เหมือนเข้าไปอยู่ในนิทาน หรือกลายเป็นตัวละครในเรื่อง”
เธอพูดถึง Painting ขนาดมหึมาใน Museum ต่างประเทศด้วยแววตาตื่นเต้น ราวกับกำลังเริ่มค้นพบความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ของตัวเองอีกครั้ง
“เวลาไปดู Painting ที่มันใหญ่กว่าตัวคน เรารู้สึกเหมือนเราเข้าไปอยู่ในนั้นได้”
แล้วพอถามว่าอยากลองทำไหม เธอก็ตอบทันทีว่า
“อยากลองทำ แล้วก็รู้สึกว่ามันเป็นชั่วโมงบินด้วย ว่าเราทำใน Scale นั้นได้ไหม”
“หนังสือมันเป็น Treasure สำหรับเรา”
อีกเรื่องที่เราคุยกันนานมากคือ “หนังสือ”
ทั้งที่อยู่ในยุคที่ทุกอย่างอยู่บนหน้าจอ แต่เธอยังคงเชื่อในเสน่ห์ของสิ่งพิมพ์แบบสุดใจ
“เรารู้สึกว่าหนังสือมันมีความพิเศษในเชิงว่า เราจับต้องมันได้ มันเป็นทั้ง Art แล้วก็เป็นสิ่งที่เก็บบรรยากาศ ความทรงจำ จังหวะ ทุกอย่างอยู่ในหน้ากระดาษ”
เธอพูดถึงรอยพับ รอยขีด คราบบนหน้ากระดาษ ด้วยน้ำเสียงเหมือนกำลังพูดถึงบางอย่างที่มีชีวิต
“เราชอบคนที่ขีดในหนังสือมาก เหมือนมันเป็นของของเขาจริง ๆ”
แล้วพอถามตรง ๆ ว่า ระหว่าง “งานศิลปะ” กับ “หนังสือ” ชอบอะไรมากกว่ากัน เธอหัวเราะออกมาเบา ๆ ก่อนตอบแทบจะทันทีว่า
“ชอบทำหนังสือมากกว่า เพราะ Art มันอยู่ในหนังสือได้”

“งานศิลปะมันไม่ใช่ของเราคนเดียวอีกต่อไป”
ตอนหนึ่งของบทสนทนา เราลองถามพิแนถึงความรู้สึกเวลาที่คนดู “อิน” กับงานของเธอ หรือหยิบงานศิลปะของเธอไปเชื่อมโยงกับชีวิตตัวเอง
“จริง ๆ ชอบมากเลยนะ
มันเป็นสิ่งที่ทำให้เราอยากทำงานศิลปะต่อด้วย”
เธอเล่าว่า ตอนทำ Exhibition แรก เคยกลัวมากว่า ถ้าคนไม่ชอบงาน เท่ากับคนไม่ชอบตัวเธอหรือเปล่า
แต่สุดท้ายก็เริ่มเข้าใจว่า งานศิลปะเมื่อออกไปอยู่ใน Public แล้ว มันจะกลายเป็นของคนดูด้วย
“พองานมันออกไปอยู่ในที่สาธารณะแล้ว คนก็หยิบมันไป Relate กับชีวิตเขาเองมันไม่ใช่ของเราคนเดียวอีกต่อไป”
Right Where You Belong
บทสนทนาทั้งหมดนี้ ค่อย ๆ พาเรากลับมาสู่ผลงาน 3 ชิ้นล่าสุดที่กำลังจัดแสดงอยู่ ณ บ้านพิพิธภัณฑ์ คุณาวงศ์
Within the Walls
Where the Sky Meets the Earth
และ Roots and Branches
ทั้งสามภาพอยู่ภายใต้ธีมเดียวกันคือ “Right Where You Belong”
“มันคือสถานที่ที่เรารู้สึกเป็นตัวเอง”
ภาพหนึ่งคือวันเปิดนิทรรศการเดี่ยวครั้งแรก
อีกภาพคือการนั่งมองผู้คนในสวนที่ Tasmania
และอีกภาพคือผู้คนตัวเล็ก ๆ บนสันเขาที่สวิตเซอร์แลนด์
ทั้งหมดล้วนเป็น “ภาพของผู้คน” ทั้งที่ไม่มีตัวศิลปินอยู่ในนั้นเลย
“เราไม่ค่อยชอบวาดตัวเองลงไปในภาพ ถ้าไม่ได้อยากเล่าตัวเองขนาดนั้น แต่อยากเล่าบรรยากาศมากกว่า”
เธอหัวเราะตอนเล่าว่า เวลาต้องไปเที่ยวกับเพื่อนหรือครอบครัวแล้วนั่งวาดรูป มักรู้สึกเกรงใจคนอื่นเสมอ เพราะหลายครั้งคนรอบตัวจะหยุดยืนดูเธอวาด หรือไม่ก็ต้องรออยู่ตรงนั้นโดยไม่รู้ตัว จนช่วงหลัง ๆ ศิลปินเริ่มเลือกที่จะ “ไม่วาด” เวลาไปกับคนอื่น และเก็บช่วงเวลานั้นเอาไว้สำหรับตอนที่ได้อยู่คนเดียวมากกว่า
“บางทีวาดเร็ว บางทีวาดนาน เราเองก็ไม่รู้ตัวเหมือนกัน ไปคนเดียวสบายใจสุด”
และบางที นั่นอาจเป็นเหตุผลที่งานของเธอทำให้หลายคนรู้สึกว่า ตัวเองกำลังหลุดเข้าไปอยู่ในความทรงจำบางอย่างของตัวเองเหมือนกัน
แม้จะไม่เคยไปสถานที่นั้นมาก่อนเลยก็ตาม
“เราเชื่อว่า ในสถานที่หนึ่ง การที่เราได้มาเจอกัน มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญ”

และบางที สิ่งที่น่าสนใจที่สุดในงานของพิแน อาจไม่ใช่แค่ภาพวาดหรือเรื่องราวที่เธอเลือกเล่า แต่คือ “วิธีมองโลก” ของศิลปินคนหนึ่งที่ค่อย ๆ เก็บรายละเอียดเล็ก ๆ ของผู้คน เมือง และช่วงเวลาธรรมดาเอาไว้ ผ่านสายตาของคนที่ชอบเฝ้ามองมากกว่าถูกมอง
งานทั้ง 3 ชิ้นของพิแน ได้แก่ Within the Walls, Where the Sky Meets the Earth และ Roots and Branches
จัดแสดง ณ บ้านพิพิธภัณฑ์ คุณาวงศ์ เป็นระยะเวลา 2 เดือน ตั้งแต่วันที่ 24 พฤษภาคม – 26 กรกฎาคม 2026 โดยพิพิธภัณฑ์เปิดให้เข้าชมทุกวันอาทิตย์ เวลา 09.30 – 18.00 น.

สำหรับใครที่อยากลองเข้าไปอยู่ในบรรยากาศเงียบ ๆ อบอุ่นปนเหงาแบบที่พิแนค่อย ๆ วาดเอาไว้ หรืออยากติดตามเส้นทางการเติบโตของศิลปินคนนี้ต่อไปในอนาคต นี่อาจเป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาที่น่าลองแวะเข้าไปใช้เวลาอยู่กับงานเหล่านี้ดูสักครั้ง
ติดตามการเดินทางของศิลปินได้ที่ :
Facebook : พิแน
Instagram : pi_near
.
.
_________
Art Tank Group บริการด้านศิลปะ ครบวงจร
ประมูลศิลปะ ขนส่งและติดตั้งศิลปะ อนุรักษ์งานศิลปะ สื่อและอีเวนท์ศิลปะ
ติดต่อ : 061-626-4241










ความคิดเห็น